เมื่อพูดถึงกีฬาฟุตบอลกับทีมชาติที่เคยครองโลกแน่นอนว่าหนึ่งในสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาของพวกเขามากที่สุดนั่นก็คือสไตล์การเล่นแบบ
คาเตนัชโช่ มันคือแท็คติกแบบ ตีหัวเข้าบ้าน ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยที่ผ่านมาอิตาลีจะเป็นทีมที่เมื่อได้โอกาสทำประตูขึ้นนำคู่แข่งไม่ว่าจะกี่ลูกพวกเขาจะจะพอใจกับสกอร์ที่นำอยู่พร้อมกับผ่อนคันเร่งเกมให้ช้าลงและเดินหน้าสู่วิถีคาเตนัชโช่อันแข็งแกร่งมันจึงไม่แปลกที่ตลอดประวันติศาสตร์ฟุตบอลของชาตินี้จะมีผู้เล่นในตำแหน่งเกมรับที่มีชื่อเสียงโด่งดังไล่ตั้งแต่ยุคของ
จูเซ็ปเป้ แบร์โกมี่,จาชินโต้ ฟัคเคตติ,ฟรังโก้ บาเรซี่,เปาโล
มัลดินี่,อเลสซานโดร เนสต้า,และฟาบิโอ คันนาวาโร่
ที่แตะจุดสูงสุดอย่างการคว้าแชมป์โลกกับรางวัลบังลง ดอร์
กระทั่งในปัจจุบันที่นักเตะของอิตาลีหลายคนอยู่ในข่ายของแข้งโนเนมที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักของแฟนบอลมากเหมือนสมัยก่อนแต่พวกเขาก็ยังมีคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจอมแกร่งที่ได้รับในวงการอย่าง
จอร์โจ้ คิเอลลีนี่ กับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป อิตาลีที่เราคุ้นเตยก็มีการเปลี่ยนแปลงมันเป็นระยะเวลา5ปีที่โลกฟุตบอลห่างหายจากชื่อของทีมชาติอิตาลีด้วยเหตุผลเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถฝ่าด่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นฟุตบอลรอบสุดท้ายที่รัสเซียได้เมื่อปี
2018 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ
60ปีของพวกเขาในเวลานั้นปัญหาใหญ่ๆของทีมชาติอิตาลีภายใต้การคุมทีมของ จามปิเอโร่
เวนตูร่า มันไม่แข็งแกร่งมากพอยามเล่นกับทีมใหญ่ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาข้อต่อมาคือฝีมือของกุนซือที่ไม่ถึงขั้น
ส่วนปัญหารายล้อมก็เช่นการไม่มีกองหน้าระดับโลกเหมือนในอดีตและนักเตะที่ถูกเรียกติดทีมมานั้นขาดความเข้าใจเกมในระดับนานาชาติจนครั้งหนึ่งตำนานอย่าง
อันเดรีย ปีร์โล่
ยังออกมาวิจารณ์ในกรณีนี้และข้อสุดท้ายก็คือขาดผู้เล่นดาวรุ่งฝีเท้าดีที่จะสอดประสานเข้ากับรุ่นเก๋าในทีม
จนกระทั่งในวันที่14 พฤษภาคม 2018
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็มาถึงเมื่อสหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติตัดสินใจแต่งตั้งเอา
โรแบร์โต้ มันชินี่ ให้ขึ้นมาทำหน้าที่เฮดโค้ชใหญ่ และพอโนแบร์โต้ มันชินี่
เข้ามาเริ่มงานอย่างจริงจังเขาก็นำเอาประสบการณ์งานโค้ชที่มีในตัวมาจากโอกาสที่ได้โยกย้ายไปคุมสโมสรในหลากหลายประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกุนซือเจ้าของนิกเนม
อิล มันโซ่ รู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนที่เข้ามานั้นทีมชาติอิตาลีตกอยู่ในความมืดจากความล้มเหลวที่ไม่ได้ไปลุยฟุตบอลโลก
เขาจึงตั้งเป้าหมายเอาไว้ในการประชุมครั้งแรกอย่างชัดเจนนั้นก็คือ “จัดเตรียมทีมขึ้นมาและมีจุดหมายอยู่ที่ยูโร 2020” โรแบร์โต้ มันชินี่
ทำงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพเขาเปิดตัวด้วยการพาทีมเก็บชัย 10 เกมรวด
นั้นถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมชาติรอบ 80ปีซึ่ง 9จาก10นัดดังกล่าวนั้น
เกิดขึ้นในรอบคัดเลือกยูโร 2020 ก่อนจะจบรอบคัดเลือกด้วยการทำให้อิตาลีชนะทั้ง
10เกมในรอบคัดเลือกเก็บ30แต้มเต็มจนได้ตั๋วมาเล่นในรอบสุดท้ายอย่างที่เห็นกันแต่เหนือไปกว่านั้นคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่อิตาลีชุดนี้ถูกกล่าวว่า
อิตาลีฉบับใหม่ จากที่เคยเป็นทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องการเน้นเกมรับเพียงอย่างเดียว
โรแบร์โต้ มันชินี่
ได้เข้ามาทำให้อิตาลีชุดนี้มีรสชาติที่เผ็ดร้อนมากขึ้นด้วยการถล่มตาข่ายในรอบคัดเลือกไปมากถึง37ประตูโดยที่ไม่ทิ้งรสชาติเดิมอย่างเกมรับที่แข็งแกร่งเพราะเสียไปแค่4ลูกเท่านั้นในการเล่นรอบคัดเลือกการเปลี่ยนแปลงมันเริ่มมาจากตั้งแต่เกมนัดแรกที่เขาคุมเมื่อเขากล้าหาญมากพอจะเรียกผู้เล่นสายเลือดใหม่เข้ามา
ต่อมาคือเรื่องของแผนการเล่นที่ อิลมันโช่ วางระบบหลักเอาไว้ที่ในแผน 4-3-3
ไม่ว่าผู้เล่นจะเปลี่ยนหน้าไปเท่าไหร่แต่แผนก็ยังคงเป็นแผนเดิมที่เขาได้วางไว้ตั้งแต่แรก
โดยมีแค่3เกมเท่านั้นที่เขาปรับแผนการเล่นไปจากเดิมของเขาซึ่งตรงนี้แตกต่างจากกุนซือคนก่อนอย่างเวนตูร่าที่ปรับเปลี่ยนแผนมากจนเกินไปจึงไม่แปลกใจว่าทำไมในยุคของโรแบร์โต้
มันชินี่
มีความต่อเนื่องมากกว่าเพราะผู้เล่นเกิดความเข้าใจในแผนการเล่นมากกว่านั่นเองและที่สำคัญก็คือโรแบร์โต้
มันชินี่
ยังสามารถผสมผสานการเล่นระหว่างแนวรับกับแนวรุกให้ทำงานร่วมกันและมีส่วนในการขึ้นเกมมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเราจะเห็นได้ว่าทั้งฟูลแบ็คและเซนเตอร์ต่างก็มีส่วนร่วมในการบิลด์อัพเกมมากกว่าสมัยก่อนแต่ตอนนี้สถิติไร้พ่ายของทีมชาติอิตาลีชุดนี้นับรวมได้เป็น
29เกมติดต่อกัน ตั้งแต่โรแบร์โต้ มันชินี่เข้ามาคุมนี้เขาทำทีมลงแข่งไปแล้ว
31เกมโดยแพ้เพียง2เกมเท่านั้นและผ่านการเรียกผู้เล่นมาใช้งานนับรวมได้มากถึง 63
คนบ่งบอกถึงการให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการได้พิสูจน์คุณค่าตัวเองในนามทีมชาติจนมาลงตัวที่ขุนพล
26คน ที่โรแบร์โต้ มันชินี่ เอามาลุยศึกยูโร 2020ครั้งนี้และเขาเปลี่ยนอิตาลีให้เป็นทีมที่บุกลุยแหลกไม่ใช่แค่ทีมที่เน้นรับอีกต่อไป
เขียนโดย:เว็บชัวร์

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น