ทำอย่างไรแข้งไทยถึงประสบความสำเร็จในต่างแดน

 


ในอดีตประเทศไทยเคยมีผู้เล่นฝีเท้าดีบางส่วนที่ได้เคยออกเดินทางไปค้าแข้งต่างประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป บ้างก็ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นตำนาน บางรายอาจจะมีผลงานติดตัวอยู่บ้างและบางคนที่ไม่ประสบความสำเร็จแต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนในฟุตบอลไทยยุคเก่า ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ ที่ไทยลีกกลายเป็นลีกที่แข็งแกร่งขึ้น มีค่าตอบแทนสูงขึ้น ทำให้เราแทบไม่ได้เห็นนักฟุตบอลไทยออกไปเผชิญกับการค้าแข้งต่างแดนเลย จนกระทั่งกลางปี2017 ชนาธิป สรงกระสินธ์ กลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ไปลุยในศึกเจ 1 ลีก (ลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่น) ด้วยการย้ายไปเล่นให้กับ คอนซาโดเล ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัวจาก เอสซีจี เมืองทอง พร้อมกับออฟชั่นซื้อขาดหลังจากเต้าตัวประสบความสำเร็จในการค้าแข้งที่ไทยและสร้างชื่อเสียงกระหึ่มจากการที่ได้รับรางวัล MVPฟุตบอล AFF Suzuki Cup 2สมัยติดต่อกัน ชนาธิปไม่ใช่แค่เป็นส่วนหนึ่งในทีม ซัปโปโร แต่ตอนนี้เขาเป็นหัวใจหลักของทีมไปแล้วพูดได้เต็มปากว่าจอมทัพสัญชาติไทยวัย 25ปีคือแบบอย่างและกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้เล่นไทยยุคใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลอาชีพในต่างแดนและวันนี้เราจะมาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เราต้องเจอและผ่านมันไปให้ได้

1.สิ่งแวดล้อมและสังคม

อาการโฮมซิก เป็นอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นกับนักฟุตบอลทั่วโลกได้เสมอ ยามที่ต้องย้ายสโมสรไปยังประเทศใหม่ๆ ที่มีสภาพสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากแผ่นดินที่นักเตะคนนั้นเคยกินอยู่ เช่นเดียวกับที่ชนาธิปต้องเจอ จังหวัดฮอกไกโดแตกต่างกับจังหวัดนครปฐมบ้านเกิดของเขาอย่างมาก ชนาธิปพบเจอกับอุปสรรคอย่างมากตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่เมืองนี้ เพราะเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ อาหารการกิน ภาษา วัฒนธรรม รวมถึงในทางฟุตบอล เขาต้องลงเล่นกับเพื่อนร่วมทีมหน้าใหม่ทั้งหมดที่ไม่มีใครสื่อสารไทยกับเขานั้นเป็นปัญหาที่ลำบากมาก แต่บุคลิกที่ขี้เล่น ร่าเริง รอยยิ้มแบบไทยคือสิ่งที่ชนาธิป นำเสนอผ่านสายตาคนทั้งทีมทั้งนอกสนามและในเวลาว่างเลยทำให้เขาเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ดี

2.การสร้างเสริมสุขภาวะต่างๆ

ชนาธิป ไม่ได้มีปัญหาในการปรับจังหวะให้ทันกับสปีดฟุตบอลของเจลีก ชนาธิป ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความแข็งแรง แม้เขาจะมีรูปร่างที่เล็กแต่เขาดูแลร่างกายของเขาเป็นอย่างดี กล้ามเนื้อทุกมัดผ่านการเล่นฟิตเนสมาอย่างดีโดยที่ดูจากการที่เขาโดนชนไม่ค่อยล้ม ยังเลี้ยงบอลต่อไปได้รวมถึงปัญหาเรื่องวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมก็ค่อยๆ หายไปจนกลายเป็นความรู้สึกที่คุ้นชินและชื่นชอบบรรยากาศในต่างแดน แต่ชนาธิปจะไม่มีทุกอย่างที่ว่ามาข้างต้นเลย หากเขาไม่มีสิ่งหนึ่งคือการฝึกฝนสภาพจิตใจตัวเองให้แข็งแกร่งจนสามารถผ่านทุกอุปสรรคและชนะข้อจำกัดของตัวเองได้เพราะตั้งแต่เขาเล่นฟุตบอลอาชีพเขาโดนโจมตีเรื่องร่างกายเขาตลอดว่า ตัวเล็กเกินไป ไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้หรอกแต่เขาไม่สนใจและกลับกันเขาทำผลงานให้ดูแทนว่าเขาสามารถเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้เสียงวิจารณ์ต่อเขาก็เริ่มลดลงตามผลงานที่เขาทำให้ทุกๆ คนเห็น

3.เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต

“โค้ชมิซา จะเรียกผมว่า ซันจิ แปลว่าลูกชายเขาสอนผมว่า เวลาเล่นฟุตบอลต้องคิดและวิ่งให้เยอะรวมถึงต้องมี Timimg ที่ดีและเหมาะสมอย่างเวลาผมได้บอล ให้เลี้ยงเข้าไปในกรอบเขตโทษ พาบอลไปข้างหน้าแล้วก็ยิงทำประตูไม่ต้องเกรงใจเพื่อนเพราะเราคือนักบอลต่างชาติ ต้องเล่นให้แตกต่าง” ผลงานของชนาธิปในฤดูกาล 2018-2019 ที่เป็นกำลังสำคัญจนถึงขั้นพาทีมคว้าแชมป์บอลถ้วยที่รอคอยสะท้อนให้เราเห็นถึงพัฒนาการอีกระดับของนักบอลไทยที่ทำลายจุดอ่อนของตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง โดยการเริ่มต้นจากการเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นนักฟุตบอลต่างชาติในต่างแดน ชนาธิปเคยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อก่อนเขามักจะมีความคิดที่ว่า ต้องจ่ายให้เพื่อนแทนที่จะยิงเอง ทำให้จุดอ่อนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของเขา ตอนที่ยังค้าแข้งในไทยลีกคงหนีไม่พ้นเรื่องทำประตู เพราะเขาทำประตูไม่ค่อยได้ไม่เฉียบคมในจังหวะสุดท้ายทั้งๆ ที่ตำแหน่งของเขาสามารถผลิตสกอร์ได้อย่างมาก แต่หลังจากที่เขาได้รับคำสอนจากโค้ชมิซาความคิดเขาก็เปลี่ยนไปเขายิงมากขึ้น จังหวะขบสกอร์ก็ดีขึ้นเขาหาโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นและเขาบอกว่า “ผมคิดเสมอว่าทุกนัดที่ลงเล่น ผมลงเล่นในนามคนไทย ดังนั้นทุกเกมต้องมีผลงาน ต้องยิงหรือแอสซิสต์ให้ได้” และนี่คือตัวอย่างที่ดีของคนไทยในการค้าแข้งในต่างแดน

เขียนโดย :WARPGANG

เว็บชัวร์ เว็บจ่ายชัวร์ เว็บออโต้ ถอนไม่อั้น

ความคิดเห็น