เราเคยคิดไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเราปล่อยให้เสือสองตัวมาอยู่ในถ้ำด้วยกัน สำนวนที่ใช้เสือมาเปรียบเทียบนั้นมีความหมายตามพจนานุกรมว่า “คนสองคนที่มีอำนาจบารมีคนสองคนที่เก่งกาจมีความสามารถมีอิทธิพลในระดับเท่ากัน ย่อมไม่อาจร่วมงานกันได้เพราะอาจจะเกิดปัญหาเรื่องต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้กัน” เสือกที่มีเขี้ยวที่แหลมคมก็เปรียบเสมือนคนที่มีพรสวรรค์มีทักษะความสามารถที่รอบด้านนั้นเอง และหากนำคนที่เล่นฟุตบอลมาเปรียบกับเสือนั้นก็คือเรากำลังพูดถึงคนที่เล่นบอลเก่งมีความคิดเป็นของตัวเองและมีประสบการณ์รอบด้านในการเล่นฟุตบอลนั้นเอง
โดยวันนี้จะมาพูดถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในสโมสรบาร์เซโลนาเมื่อช่วงที่โลกแห่งฟุตบอลยังอยู่ในยุคของโรนัลดินโญ่ โรนัลดินโญ่หลังจากที่สร้างชื่อเสียงมากมายเมื่อครั้งที่เจ้าตัววาดรวดลายอยู่ที่ฝรั่งเศสกับทีม ปารีส แซ็ง แณร์แม็ง ตั้งแต่ปี2001-2003ในวัย23ปีเขาได้ยื่นเรื่องให้กับสโมสรปารีสว่าเขาต้องการย้ายทีมเพื่อไปแสวงหาความท้าทายใหม่ๆหลังจากที่ทีมไม่มีโอกาสได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลถ้วยในระดับทวีปเลยโรนัลดินโญ่ตกเป็นข่าวของสโมสรชื่อดังมากมายจากลีกชั้นนำของยุโรปและเขาเกือบจะได้มาสวมเสื้อปีศาจแดงแมนยูด้วยเพราะในเวลานั้นทีมปีศาจแดงกำลังต้องการนักฟุตบอลที่มีคลาสเข้ามาการจากไปของเดวิด เบ็คแฮม ที่ย้ายไปอยู่มาดริดในตอนนั้นและที่สโมสรบาร์เซโลนาในเทศกาลเลือกตั้งหาประธานสโมสรคนใหม่ของทีม ฌูอัน ลาปอร์ตา คือหนึ่งในผู้ลงชิงชัยได้ประกาศชูนโยบายหาเสียงโดยบอกว่า “จะปฏิรูประบบของทีมขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะนำพาทีมแห่งนี้กลับไปยืนอยู่แถวหน้าของวงการฟุตบอลอีกครั้งหนึ่ง แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้เราต้องมีสุดยอดนักฟุตบอลที่จะเป็นตัวชูโรงและผมสัญญาว่า เธียร์รี่ อองรี , เดวิด เบ็คแฮม,หรือไม่ก็โรนัลดินโญ่ คนใดคนหนึ่งใน3คนนี้ผมจะคว้าตัวมาร่วมทีมให้ได้หากทุกคนลงคะแนนให้ผม” แม้อาจจะฟังเป็นนโยบายขายฝันแต่เมื่อเขาชนะการเลือกตั้งเขาก็ได้ทำตามคำสัญญานั้นไว้ 30ล้านยูโรคือจำนวนเงินที่เขาจ่ายให้กับสโมสรปารีสเพื่อนำตัวโรนัลดินโญ่มาร่วมทีม เขากลายเป็นตัวหลักของทีมในทีนทีที่ย้ายเข้ามาแม้ในซีซั่นแรกจะไม่มีถ้วยแชมป์ใดๆติดมือเลย แต่คงไม่มีใครลืมเกมที่เขาพบกับมาดริดในเมื่อวันที่ 25 เมษายน ปี2004 หลังจากที่เขาพาทีมคว้าชัยชนะในบ้านของราชันชุดขาวคำถามคือมันเป็นแค่เกมลีกธรรมดาแล้วทำไมถึงยิ่งใหญ่มากนัก เพราะว่ามันเป็นชัยชนะครั้งแรกในรอบ7ปีที่พวกเขาทำได้ในที่สุดมันจึงเปรียบเหมือนจุดหมายสำคัญว่านับตั้งแต่นี้ไปบาร์เซโลนาได้ปลดล็อคออกจากอำนาจของมาดริดแล้ว ในปี2003-2004 โรนัลดินโญ่เป็นดังแกนกลางของทีมสถานะของเขาในตอนนั้นเปรียบเสมือนเสือที่มีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมยืนอย่างองอาจคอยดูแลทีม แต่ในปีเดียวกันนั้น ณ สนามซ้อมของทีมเยาวชนบาร์เซโลนาก็กำลังมีเสือวัยเด็กอีกหนึ่งคนที่ฉายแววความยอดเยี่ยมเป็นเสือที่มาจากอเมริกาใต้ที่เดียวกับโรนัลดินโญ่เสือกตัวนั้นมีชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี่ ในขณะที่โรนัลดินโญ่กำลังเริงระบำบนผืนหญ้าของคัมป์นูกับบทบาทของยอดจอมทัพซึ่งเป็นพระเอกของทีม ลิโอเนล เมสซี่ก็โชว์ฝีมือของเขาอยู่ในสนามเล็กของบาร์เซโลนาในรุ่นเด็กความโดดเด่นของเขาในเวลานั้นถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่น่าทึ่งเอามากๆเขาอายุ16ปีและได้อยู่ในสายตาการเฝ้าดูของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ดที่เป็นโค้ชใหญ่ในเวลานั้นอยู่เสมอจนครั้งหนึ่งเมสซี่ได้รับโอกาสขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่และเขาก็จัดการนักเตะรุ่นพี่จนหัวหมุนเลยทีเดียว มีคนในทีมบอกว่า “ให้ลองนึกภาพผู้ใหญ่เป็น10คนวิ่งตามหลังเจ้าเด็กนี้เพียงคนเดียวที่มาจากทีมเยาวชนดูสิ แต่ไม่มีใครเลยที่วิ่งไล่หวดทันเลยซักคนมันเลี้ยงผ่านเรา2คนก็แล้ว 3คนก็แล้ว 4คนก็แล้ว แล้วมันก็ส่งบอลไปอยู่ก้นตาข่ายแบบที่ไม่มีใครหยุดมันได้จริงๆ” จากนั้นในวันที่16 พฤศจิกายน ปี 2003ในวันที่ประวัติศาสตร์ของสโมสรต้องจารึกเอาไว้ก็มาถึง แม้มันจะเป็นเกมกระชับมิตรระหว่างบาร์เซโลนากับ เอฟซี ปอร์โต้ก็ตาม แต่เมสซี่ก็ได้ลงสนามในนามทีมชุดใหญ่โดยถูกเปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 75ของเกม โดยขณะนั้นเขามีอายุเพียง16ปี 4เดือน เวลาเพียง15นาทีที่เหลืออยู่ เขาลงมาสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยลีลาการเล่นที่สะกดทุกสายตาในสนามแม้จะไม่อาจช่วยทีมให้รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ แต่จากวันนั้นเองทำให้เขาได้ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่และวันที่เสือขากบลาซิลได้เจอกับเสือจากอเจนตินาก็ได้มาถึง โรนัลดินโญ่กล่าวถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับเมสซี่ว่า “เจ้าเด็กคนนี้จะเติบโตมาและเก่งกว่าผมอย่างแน่นอนเชื่อผมได้เลย”โดยในเกมทางการครั้งแรกของเมสซี่ก็เป็นโรนัลดินโญ่นี่แหละที่จ่ายบอลให้เมสซี่ทำประตูแรกในทีมชุดใหญ่นับจากวันที่ทั้ง2คนได้พบกันทั้งคู่กลายมาเป็นเสมือนพี่น้องที่ไมตรีที่ดีต่อกันมาโดยตลอด โรนัลดินโญ่ในตอนนั้นไม่มีใครสงสัยเลยในฝีมือเขาเขาคือที่หนึ่งในโลกฟุตบอลและในขณะที่เมสซี่ที่มีอายุอ่อนกว่าถึง8ปีเปรียบเสมือนดาวรุ่งแห่งยุคสมัยที่กำลังหัดก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้พวกเขาทั้ง2เปรียบเสมือนเพชรงามทั้ง2เม็ดแห่งวงการฟุตบอล สุดท้ายแล้วลิโอเนล เมสซี่ก็ได้มีโอกาสลงเล่นเคียงข้างกับโรนัลดินโญ่เป็นเวลา4ปีและพากันกรอบโกยเกียติยศเข้าสู่ทีมเป็นว่าเล่น จนมาถึงวันที่จอมทัพชาวบลาซิลได้โบกมือลาจากไปอยู่กับ เอซี มิลานในปี2008 แต่เพราะอะไรเขาถึงต้องย้ายออกไปกันหล่ะ โดยมีนักเตะในสโมสรบาร์เซโลนาคนหนึ่งได้กล่าวถึงสาเหตุเอาไว้ว่า “มันเป็นเพราะ โรนัลดินโญ่และเดโก้ชอบปาร์ตี้จนเมาค้างมาสนามอยู่บ่อยครั้งและสโมสรกลัวว่าอิทธิพลแง่ลบที่เขามีจะส่งผลไปยัง ลิโอเนล เมสซี่” ข่าวลือต่างๆต่างทยอยกันออกมามากขึ้นโดยบอกว่าเหตุผลที่โรนัลดินโญ่ต้องออกจากทีมไปเป็นเพราะทุกคนลงความเห็นกันว่ามันจะเป็นการเปิดพื้นที่ลิโอเนล เมสซี่ มากขึ้น โดยโรนัลดินโญ่นั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการปาร์ตี้ที่ชอบดื่มและไม่ชอบการซ้อมซักเท่าไหร่และซึ่งเหตุผลนี้มันก็ทำให้สโมสรกลัวว่านิสัยที่ไม่เหมาะสมในตรงนี้จะมีผลกระทบต่อเมสซี่เพราะกลัวว่าเมสซี่จะไปปาร์ตี้ด้วยจนหนักและเป็นอย่างโรนัลดินโญ่และพรสวรรค์ของเมสซี่เองก็เป็นของจริงจึงทำให้มีข่าวลือออกมาว่าสโมสรต้องเลือกระหว่างโรนัลดินโญ่และเมสซี่ แต่เอาเข้าจริงๆไม่มีใครรู้ได้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นของโรนัลดินโญ่เกิดขึ้นจากสาเหตุใด โรนัลดินโญ่ได้กล่าวกับนิตยสารไว้ว่า “งานของผมที่บาร์เซโลนามันได้สำเร็จไปหมดแล้วและผมก็มีอีกหนึ่งความฝันที่ต้องทำให้สำเร็จคือการเล่นให้กับ เอซี มิลาน ผมมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมหลายปีกับทีมและผมรักทุกวินาทีที่เป็นผู้เล่นของบาร์เซโลนาและมันจะเป็นความทรงจำที่งดงามเสมอและตลอดไป”
เขียนโดย : เว็บตรง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น